หากย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน เวลาพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้า เรามักจะเถียงกันเรื่องระยะทางที่วิ่งได้หรือจุดชาร์จไฟ แต่ในปี 2026 นี้ บทสนทนาได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้วค่ะ  

ตอนนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค Smart EV 2.0 ยุคที่รถยนต์ไม่ได้แข่งกันแค่ว่าใครประหยัดไฟกว่ากัน แต่แข่งกันว่า รถใครฉลาดกว่ากัน และหนึ่งในผู้เล่นที่น่าจับตามองที่สุดในสมรภูมินี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ XPENG (เสี่ยวเผิง) ค่ายรถจากจีนที่กล้าประกาศตัวว่าเป็นบริษัท AI ที่บังเอิญมาทำรถยนต์

นิยามใหม่ของ Smart EV 2.0 รถที่คิดเองได้

ในยุคแรก หรือ Smart EV 1.0 รถยนต์อัจฉริยะคือรถที่มีหน้าจอใหญ่ ๆ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ และสั่งงานด้วยเสียงง่าย ๆ ได้ แต่สมองกลของรถยังทำตามคำสั่งที่มนุษย์ป้อนเข้าไปแบบตรงไปตรงมา

แต่สำหรับยุค 2.0 ที่ XPENG กำลังผลักดันนี้ คือการเปลี่ยนรถให้กลายเป็น หุ่นยนต์ที่มีล้อ ค่ะ หัวใจสำคัญคือการนำ AI Large Model เข้ามาเป็นมันสมองหลักของรถ ซึ่ง XPENG เรียกว่าระบบ XOS Tianji ระบบนี้ไม่ได้แค่ทำตามโปรแกรมที่เขียนไว้ แต่มีความสามารถในการ เรียนรู้ และ ตัดสินใจ ได้เหมือนมนุษย์ รถจะเริ่มเข้าใจบริบทของถนน เข้าใจนิสัยคนขับ และสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เองโดยที่วิศวกรไม่ต้องเขียนโค้ดดักไว้ล่วงหน้า

เทคโนโลยี End-to-End เมื่อ AI มองเห็นและขับเอง

สิ่งที่ทำให้ XPENG โดดเด่นกว่าคู่แข่งหลายรายคือการใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า End-to-End AI ในระบบขับขี่อัตโนมัติ ระบบขับขี่อัตโนมัติเมื่อก่อนจะทำงานแยกส่วนกัน ส่วนหนึ่งดูภาพ ส่วนหนึ่งคำนวณระยะ ส่วนหนึ่งสั่งเบรก ซึ่งทำให้การประมวลผลช้าและไม่เป็นธรรมชาติ

แต่ End-to-End AI ของ XPENG เปรียบเสมือนสมองมนุษย์ก้อนเดียวที่รับภาพจากกล้องเข้ามา แล้วประมวลผลออกมาเป็นการขับขี่ทันที มันเรียนรู้จากการดูวิดีโอการขับขี่ของมนุษย์จริง ๆ นับล้านชั่วโมง ทำให้รถสามารถขับได้นุ่มนวล ตัดสินใจแซง หรือหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้เนียนตาเหมือนคนขับรถมือโปร ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ขับกระตุกไปมา

XNGP ขับเองได้ทั่วไทยไม่ง้อแผนที่

จุดขายที่แข็งแกร่งที่สุดของ XPENG คือระบบ XNGP (Navigation Guided Pilot) ค่ะ ในอดีต รถขับเองได้มักจะจำกัดอยู่แค่บนทางด่วน หรือต้องรอให้มีแผนที่ความละเอียดสูง (HD Map) ในพื้นที่นั้นก่อนถึงจะใช้งานได้ ซึ่งเป็นข้อจำกัดใหญ่ในการขยายตลาดไปต่างประเทศ

แต่ด้วยพลังของ AI ยุคใหม่ XPENG สามารถทำลายกำแพงนี้ได้ด้วยระบบที่ ไม่ต้องพึ่งพาแผนที่ HD Map อีกต่อไป รถสามารถใช้กล้องและเซนเซอร์อ่านเส้นจราจรและป้ายสัญลักษณ์หน้างานได้เองแบบเรียลไทม์ นั่นหมายความว่าไม่ว่าถนนจะมีการก่อสร้าง หรือเป็นซอยเล็ก ๆ ที่ไม่เคยไปมาก่อน ขอแค่มีถนน AI ของ XPENG ก็สามารถพาเราไปถึงจุดหมายได้

AI Valet Driver พ่อบ้านส่วนตัวหลังพวงมาลัย

ความอัจฉริยะไม่ได้หยุดอยู่แค่ถนนใหญ่ แต่ลามไปถึงในลานจอดรถด้วยฟีเจอร์ AI Valet Driver

ฟีเจอร์นี้คือการที่รถสามารถ จำ เส้นทางในหมู่บ้านหรือที่ทำงานของเราได้ แค่เราขับพาจอดให้ดูหนึ่งครั้ง ครั้งต่อไปพอรถเลี้ยวเข้าประตูหมู่บ้าน AI จะเข้ามารับช่วงต่อ ขับผ่านป้อมยาม เลี้ยวเข้าซอย หลบลูกระนาด และถอยเข้าซองจอดให้เองเสร็จสรรพ เปรียบเหมือนมีคนขับรถส่วนตัวมารับไม้ต่อในกิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงบ้าน

อนาคตที่มากกว่ารถยนต์ Flying Car

วิสัยทัศน์ของ XPENG ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนพื้นดินค่ะ แต่พวกเขามองไปถึงท้องฟ้าด้วยโปรเจกต์ AeroHT หรือรถยนต์บินได้

แม้จะดูเหมือนหนังไซไฟ แต่เทคโนโลยีการบินของ XPENG ก็ใช้พื้นฐาน AI เดียวกับรถยนต์ในการทรงตัวและนำทาง นี่คือการยืนยันว่า XPENG มองตัวเองเป็นบริษัท Mobility แห่งอนาคต ที่จะใช้ AI พาผู้คนเดินทางไปทุกที่ ไม่ว่าจะบนถนนหรือบนฟ้า

ทิศทางของ XPENG สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า โลกยานยนต์ยุคต่อไป ใครที่มี ข้อมูล (Data) และ AI ที่ฉลาดกว่า คือผู้ชนะ

รถยนต์จะไม่ใช่แค่พาหนะอีกต่อไป แต่จะเป็นพื้นที่อยู่อาศัยที่ 3 (Third Living Space) ที่เราสามารถนั่งทำงาน ดูหนัง หรือนอนหลับได้ในขณะที่ AI ทำหน้าที่ขับรถให้ การมาถึงของ XPENG และ Smart EV 2.0 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการปฏิวัติไลฟ์สไตล์การเดินทางของมนุษยชาติอย่างแท้จริงค่ะ