จำความรู้สึกตอนที่ Apple Watch เปิดตัวใหม่ ๆ ได้ไหมคะ ตอนนั้นหลายคนยังตั้งคำถามอยู่เลยว่า จะซื้อมาทำไม ในเมื่อมือถือก็ดูเวลาได้ แถมต้องมาชาร์จแบตทุกวันให้วุ่นวาย แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน เดินไปไหนก็เจอแต่คนใส่สมาร์ตวอทช์กันเต็มบ้านเต็มเมือง กลายเป็นอุปกรณ์ ของมันต้องมี ที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว
วันนี้ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยอีกครั้ง แต่เปลี่ยนจาก ข้อมือ มาเป็น ใบหน้า ค่ะ กระแสของ Smart Glasses หรือแว่นตาอัจฉริยะกำลังถูกจุดติดขึ้นมาอีกรอบ โดยเฉพาะหลังจากที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Meta จับมือกับ Ray-Ban ทำแว่นที่หน้าตาดีจนคนยอมควักเงินซื้อใส่กันทั่วโลก

บทเรียนจากอดีต แฟชั่นต้องนำ เทคโนโลยีต้องตาม
จุดตายของแว่นตาอัจฉริยะยุคก่อนคือ ดีไซน์ที่ดูเนิร์ดเกินไป ค่ะ ใส่แล้วดูเหมือนหุ่นยนต์ หรือดูแปลกแยกจากคนอื่น ทำให้คนทั่วไปไม่กล้าใส่ในชีวิตประจำวัน
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญในรอบนี้คือ แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มจับทางถูก โดยใช้สูตร Fashion First คือทำแว่นให้ดูเหมือนแว่นกันแดดหรือแว่นสายตาปกติมากที่สุดจนคนแยกไม่ออก แล้วค่อยยัดเทคโนโลยีใส่เข้าไปทีหลัง
นี่คือกลยุทธ์เดียวกับที่ทำให้ Apple Watch ประสบความสำเร็จค่ะ คือทำให้มันเป็นเครื่องประดับที่ใส่แล้วดูดี เข้ากับการแต่งตัวได้ พอคนเริ่มกล้าใส่เดินถนน ความอายหายไป ความฮิตก็จะตามมาเอง
AI คือกุญแจดอกสำคัญที่นาฬิกาไม่มี
ถ้าถามว่าสมาร์ตวอทช์เกิดมาได้เพราะอะไร คำตอบคือเรื่อง สุขภาพ ค่ะ การวัดชีพจร การนับก้าว คือจุดขายที่มือถือทำไม่ได้ แล้วแว่นตาอัจฉริยะล่ะ จุดขายคืออะไร
AI ค่ะ ลองจินตนาการว่าคุณมี AI ส่วนตัวที่ มองเห็น สิ่งเดียวกับที่คุณเห็น ถ้าคุณไปเที่ยวต่างประเทศแล้วอ่านเมนูไม่ออก แค่มองไปที่เมนูแล้วถามแว่นว่า จานนี้คืออะไร แว่นก็จะแปลให้ฟังทันที หรือช่วยนำทางแบบเห็นลูกศรลอยอยู่บนถนนจริง ๆ
ฟีเจอร์ที่เรียกว่า Multimodal AI นี้แหละค่ะ คือ Killer App ที่จะทำให้แว่นตามีประโยชน์มหาศาล และเป็นสิ่งที่นาฬิกาข้อมือทำไม่ได้เพราะมันไม่มีกล้องที่มองไปข้างหน้าพร้อมกับเรา

ถูกใจสายคอนเทนต์ มือว่างแต่ได้ภาพปัง
อีกแรงขับเคลื่อนสำคัญคือพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ชอบถ่ายวิดีโอลง TikTok หรือ IG Story ค่ะ Smart Glasses ตอบโจทย์เรื่องนี้แบบตรงเป้าเปง เพราะมันช่วยให้เราถ่ายวิดีโอแบบ POV (Point of View) หรือมุมมองสายตาบุคคลที่หนึ่งได้โดยไม่ต้องยกมือถือขึ้นมาบังหน้า แค่แตะขาแว่นหรือสั่งงานด้วยเสียงก็ได้คลิปเท่ ๆ แล้ว
ความสะดวกสบายแบบ Hands-free นี้ เป็นสิ่งที่ถูกจริตคนยุค Content Creator มาก ๆ และจะเป็นตัวเร่งให้แว่นตาอัจฉริยะแพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่นได้เร็วกว่าที่คิด
กำแพงใหญ่ที่ต้องข้าม ความเป็นส่วนตัวและสายตาคนรอบข้าง
ถึงแม้จะดูรุ่งแค่ไหน แต่อุปสรรคของแว่นตาก็ใหญ่กว่านาฬิกาเยอะค่ะ นั่นคือเรื่อง Privacy หรือความเป็นส่วนตัว นาฬิกาอยู่บนข้อมือเรา มันเป็นเรื่องส่วนตัว แต่แว่นตามี กล้อง ที่หันไปหาคนอื่นตลอดเวลา สิ่งนี้สร้างความระแวงให้กับคนรอบข้างได้ง่าย ๆ ว่า “นี่ฉันกำลังโดนแอบถ่ายอยู่หรือเปล่า”
ในบางประเทศหรือบางสถานที่อย่างฟิตเนส หรือโรงหนัง เริ่มมีการห้ามสวมแว่นอัจฉริยะเข้าใช้บริการแล้ว นี่คือโจทย์หินทางสังคมที่ผู้ผลิตต้องแก้ให้ได้ ว่าจะทำยังไงให้คนใส่ไม่ดูเป็นพวกถ้ำมอง และคนรอบข้างรู้สึกปลอดภัย
เป็นแน่นอนค่ะ แต่รูปแบบอาจจะไม่เหมือนสมาร์ตวอทช์ซะทีเดียว สมาร์ตวอทช์กลายเป็นอุปกรณ์ Mass ที่ใคร ๆ ก็ใส่ได้ ตั้งแต่เด็กยันผู้สูงอายุเพื่อดูแลสุขภาพ แต่ Smart Glasses ในระยะแรกจะเริ่มฮิตในกลุ่มเฉพาะก่อน เช่น สาย Gadget สายแฟชั่น และสายครีเอเตอร์
มันจะไม่มา แทนที่ สมาร์ตวอทช์ แต่จะมาทำงาน ร่วมกัน ค่ะ นาฬิกา ดูแลเรื่องภายในร่างกาย (สุขภาพ หัวใจ การนอน) แว่นตา ดูแลเรื่องการโต้ตอบกับโลกภายนอก (ภาพ ข้อมูล AI)
เตรียมตัวไว้ได้เลยค่ะ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า การคุยกับแว่นตาตัวเองพึมพำ ๆ อาจจะกลายเป็นภาพปกติที่เราเห็นจนชินตา เหมือนที่เราเห็นคนคุยกับหูฟังไร้สายในทุกวันนี้ค่ะ
