เคยมีความรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้องตอนเห็นบิลค่าเช่าออฟฟิศหรือบัญชีเงินเดือนพนักงานตอนสิ้นเดือนไหมคะ
ทั้งที่ยอดขายเดือนนี้อาจจะไม่เข้าเป้า หรือลูกค้าเงียบหายไป แต่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้กลับไม่เคยลดลงตามยอดขายเลยแม้แต่บาทเดียว นี่แหละค่ะคือความน่ากลัวของสิ่งที่เรียกว่า Fixed Cost หรือค่าใช้จ่ายคงที่
ในยุคที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู การมีออฟฟิศใหญ่โต มีพนักงานเต็มออฟฟิศ อาจจะเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง แต่ในยุคที่โลกผันผวนและคาดเดาไม่ได้แบบนี้ สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็น ภาระก้อนโต ที่ทำให้ธุรกิจขยับตัวยาก เหมือนคนแบกหินวิ่งแข่งมาราธอน

กับดักความมั่นคงที่กลายเป็นความเสี่ยง
ก่อนอื่นต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งก่อนค่ะว่า โมเดลธุรกิจแบบดั้งเดิมที่เราเรียนกันมาอาจจะใช้ไม่ได้ผลแล้ว
สมัยก่อนเราเน้นการ สร้างอาณาจักร ซื้อเครื่องจักรเอง จ้างคนเยอะ ๆ ไว้ก่อนเพื่อรองรับการเติบโต แต่ตอนนี้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไวมาก คู่แข่งหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวัน การมีสินทรัพย์เยอะ ๆ หรือมี Fixed Cost สูง ๆ กลายเป็นความเสี่ยงทันที
ลองนึกภาพเรือบรรทุกสินค้าลำใหญ่ดูสิคะ เวลาเจอพายุหรือต้องกลับลำทีหนึ่ง ใช้เวลานานมากและเสี่ยงที่จะล่ม ต่างจากเรือสปีดโบ๊ทลำเล็กที่คล่องตัว หลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ไว ธุรกิจยุคนี้ต้องเป็นสปีดโบ๊ทค่ะ ไม่ใช่เรือยักษ์อีกต่อไป
เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ด้วยกลยุทธ์ Lean
ทางรอดแรกคือการลดไขมันส่วนเกินขององค์กรค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ไล่คนออกมั่วซั่วระคะ
การทำ Lean Organization คือการกลับมาทบทวนกระบวนการทำงานทั้งหมดว่ามีขั้นตอนไหนที่ เยิ่นเย้อ และ ไม่ก่อให้เกิดรายได้ บ้าง
เช่น งานเอกสารที่ต้องผ่านคนอนุมัติ 5 คน งานคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน หรืองานรูทีนที่ไม่ต้องใช้ทักษะสูง สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนแฝงที่กินเงินเดือนพนักงานโดยเปล่าประโยชน์ การนำซอฟต์แวร์ หรือ AI เข้ามาช่วยจัดการงานพวกนี้ จะช่วยให้เราไม่ต้องจ้างคนจำนวนมากมาทำงานซ้ำ ๆ และโยกย้ายคนที่มีอยู่ไปทำงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง ๆ

เปลี่ยนรายจ่ายผูกมัดให้ยืดหยุ่นได้
คาถาสำคัญของยุคนี้คือ Variablization หรือการแปลงค่าใช้จ่ายคงที่ ให้กลายเป็นค่าใช้จ่ายผันแปรตามรายได้ค่ะ
เลิกจ้างประจำในตำแหน่งที่ไม่จำเป็น
ไม่ได้บอกว่าพนักงานประจำไม่ดีนะคะ แต่บางตำแหน่งที่เราไม่ได้ใช้งานเขาตลอดเวลา หรือเป็นโปรเจกต์ระยะสั้น การจ้าง Outsource หรือ Freelance เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่ามาก จ่ายเมื่อมีงาน จบงานก็ไม่ต้องแบกภาระค่าสวัสดิการ นี่คือการเปลี่ยนค่าแรงจาก Fixed Cost เป็น Variable Cost ที่บริหารจัดการง่ายกว่าเยอะ
เช่าดีกว่าซื้อ
การลงทุนซื้อตึก ซื้อเซิร์ฟเวอร์ หรือซื้อรถขนส่งเอง เป็นการเอาเงินก้อนใหญ่ไปจมและสร้างค่าเสื่อมราคาในระยะยาว ลองหันมาใช้บริการแบบ Subscription หรือ Pay-per-use ดูค่ะ เช่น ใช้ Cloud Server ที่จ่ายตามจริง เช่า Co-working space แทนการเช่าตึกระยะยาว หรือใช้บริการขนส่งเอกชนแทนการมีรถส่งของเอง วิธีนี้จะช่วยรักษากระแสเงินสด หรือ Cash Flow ไว้หมุนเวียนในยามฉุกเฉินได้ดีกว่า
ใช้พาร์ทเนอร์ช่วยแบกน้ำหนัก
ยุคนี้ใครทำทุกอย่างด้วยตัวเองคนเดียวคือเหนื่อยตายค่ะ การหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ หรือ Strategic Partner มาช่วยแชร์ทรัพยากรเป็นเรื่องฉลาดมาก เช่น แทนที่เราจะจ้างทีมการตลาดครบวงจรเอง ซึ่งแพงมาก เราอาจจะไปจับมือกับเอเจนซี่ที่เก่งเฉพาะทาง หรือแบรนด์เสื้อผ้าอาจจะไป Collab กับแบรนด์รองเท้าเพื่อแชร์ฐานลูกค้าและค่าโฆษณากัน
การแบ่งปันทรัพยากร หรือ Shared Economy แบบนี้ ช่วยลดต้นทุนคงที่ไปได้มหาศาล แถมยังได้ฐานลูกค้าใหม่ ๆ โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มด้วย
ข้อควรระวัง อย่าลดจนเสียคุณภาพ
มีเส้นบาง ๆ กั้นอยู่ระหว่างคำว่า ประหยัด กับ ลดคุณภาพ นะคะ การลด Fixed Cost เป็นเรื่องดี แต่ต้องระวังไม่ให้กระทบกับ Core Value หรือหัวใจสำคัญของสินค้าและบริการของเรา
ถ้าคุณทำร้านอาหาร การลดคุณภาพวัตถุดิบหรือลดจำนวนพนักงานเสิร์ฟจนดูแลลูกค้าไม่ทั่วถึง เพื่อประหยัดต้นทุน นั่นคือการฆ่าตัวตายชัด ๆ สิ่งที่ควรลดคือส่วนที่ไม่กระทบลูกค้าโดยตรง เช่น ค่าเช่าโกดัง ค่าระบบหลังบ้าน หรือค่าบริหารจัดการภายใน
สุดท้ายแล้ว การปรับตัวในยุคที่ค่าใช้จ่ายคงที่สูงลิ่ว ไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดเงินในกระเป๋าค่ะ แต่มันคือการปรับ Mindset ของการทำธุรกิจใหม่
เราต้องพร้อมที่จะ ยืดและหด ขนาดขององค์กรได้ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ วันไหนเศรษฐกิจดีเราขยายได้ วันไหนวิกฤตเราหดตัวได้โดยไม่เจ็บหนัก
จำไว้เสมอค่ะว่า ในยุคนี้ ปลาเร็วกินปลาช้า และปลาที่ตัวเบาที่สุด คือปลาที่จะว่ายผ่านคลื่นลมแรงไปได้ไกลที่สุดค่ะ
