กำไรธุรกิจ

ต้นทุนขึ้นเป็นเรื่องปกติของธุรกิจครับ วัตถุดิบแพงขึ้น ค่าแรงขึ้น ค่าโฆษณาขึ้น ค่าขนส่งขึ้น หรือแม้แต่ต้นทุนเวลาและแรงของทีมที่เพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนของงาน ปัญหาคือหลายธุรกิจ “ขึ้นราคาไม่เป็น” หรือขึ้นแล้วลูกค้าต้าน เพราะก่อนหน้านี้ราคาไม่ได้สื่อคุณค่า ไม่ได้คุมขอบเขตงาน และไม่ได้วางโครงสร้างให้ยืดหยุ่น พอเจอต้นทุนขึ้น กำไรเลยหายเงียบ ๆ แบบไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาไปตั้งโครงสร้างราคาให้กำไรยังอยู่ แม้ต้นทุนจะขยับครับ

แยกต้นทุนให้ชัด ก่อนตั้งราคา ไม่งั้นกำไรจะรั่วแบบมองไม่เห็น

สิ่งแรกที่ต้องทำคือแยกต้นทุนเป็น 2 แบบครับ ต้นทุนคงที่ เช่น ทีม เครื่องมือ ค่าเช่า ระบบต่าง ๆ กับต้นทุนผันแปร เช่น วัตถุดิบ ค่าโฆษณา ค่าเดินทาง ชั่วโมงทำงานที่เพิ่มตามเคส จากนั้นให้ดูว่า “ตัวไหนขึ้นบ่อย” และ “ตัวไหนคุมไม่ได้” เพราะราคาและแพ็กเกจควรออกแบบให้รับแรงกระแทกจากต้นทุนผันแปรได้ ถ้าคุณตั้งราคาแบบเหมารวมทุกอย่าง ต้นทุนขึ้นทีเดียวกำไรจะหายทันทีครับ

ตั้งราคาแบบแพ็กเกจที่มีขอบเขตชัด ลดงานบานที่กินกำไร

ต้นทุนที่ทำให้กำไรหายบ่อยที่สุดคือ “งานบาน” ครับ ไม่ใช่ต้นทุนวัตถุดิบเสมอไป ดังนั้นโครงสร้างราคาที่กำไรอยู่ต้องมีขอบเขตชัด เช่น รวมอะไรบ้าง ไม่รวมอะไรบ้าง แก้ได้กี่รอบ ระยะเวลาทำงานกี่วัน ช่องทางสื่อสารแบบไหน ถ้าต้องการเพิ่มให้เป็น “ตัวเลือกเสริม” ที่คิดเพิ่มได้ทันที พอล็อกขอบเขตได้ กำไรจะไม่รั่วกับงานแก้ไม่จบ และคุณจะขึ้นราคาได้แบบมีเหตุผลครับ

ทำราคาให้ยืดหยุ่นด้วย “ชั้นราคา” และ “ตัวแปรตามต้นทุน”

วิธีให้กำไรอยู่แม้ต้นทุนขึ้นคืออย่ามีราคาเดียวครับ ให้มี 2–3 ชั้น เช่น เริ่มต้น มาตรฐาน พรีเมียม โดยแต่ละชั้นต่างกันชัดที่เวลา ความเร็ว ระดับการดูแล หรือความสบายใจ และควรมีบางส่วนที่เป็นตัวแปร เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา หรือค่าเร่งด่วน แยกออกมาชัด ๆ ลูกค้าจะยอมรับง่ายกว่า เพราะเขารู้ว่ามันขึ้นตามต้นทุนจริง ไม่ใช่คุณขึ้นมั่วครับ

วิธีตั้งโครงสร้างราคาให้กำไรอยู่แม้ต้นทุนขึ้น คือแยกต้นทุนให้ชัด ล็อกขอบเขตงานให้แน่น และทำราคาให้ยืดหยุ่นด้วยชั้นราคาและตัวแปรตามต้นทุนครับ เมื่อราคาไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ แต่เป็นระบบที่คุมความเสี่ยงได้ คุณจะไม่ต้องกลัวต้นทุนขึ้นอีกต่อไป เพราะกำไรไม่ได้ถูกปล่อยให้รั่วเงียบ ๆ และการขึ้นราคาจะกลายเป็นเรื่องที่ลูกค้าเข้าใจได้มากขึ้นครับ